องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกวอนภาครัฐ ใส่ใจปัญหาทิ้งแหอวนพลาสติกในทะเล

05 กรกฏาคม 2018

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยแต่ละปีมีเหล่าสัตว์ทะเลนับแสนต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าเศร้าให้กับ “ขยะพลาสติก” ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และจำนวนของสัตว์ทะเล เนื่องจากกลืนกินขยะพลาสติกเข้าไปในร่างกายรวมทั้งโดนพันธนาการอย่างทุกข์ทรมานจากซากอวนที่มนุษย์ทิ้งลงทะเล

วอนภาครัฐให้ความสำคัญกับปัญหาการทิ้งแหอวนไม่ใช้แล้วลงทะเลอย่างจริงจัง ชี้การขึ้นทะเบียนเครื่องมือหาปลาเป็นทางหนึ่งที่จะสร้างความรับผิดชอบกับเรือประมงได้

       แม้จะเลยวันมหาสมุทรโลกมาแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับท้องทะเลไทยยังดูเหมือนซากอวนและขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งจมอยู่ใต้ก้นทะเลซึ่งไม่มีใครมองเห็นแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้รวมถึงจำนวนประชากรสัตว์ทะเลจนถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขยะพลาสติกในทะเล ถือเป็นหนึ่งในวาระระดับชาติที่ต้องเร่งปลุกจิตสำนึก กระตุ้นการเรียนรู้ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อพลิกฟื้นท้องทะเลให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เพราะเวลานี้ทะเลไทยถูกจัดอันดับว่ามีขยะพลาสติกมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ในแต่ละปี ขยะพลาสติคและอวนที่ถูกทิ้งลงสู่ใต้ท้องทะเลทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ มีจำนวนมหาศาลพอจะเป็นวายร้ายที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลและทำลายปะการังอันสวยงามใต้ท้องทะเลไทย

นายสมศักดิ์ สุนทรนวภัทร หัวหน้าฝ่ายแคมเปญ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เผยถึงแนวโน้มสถานการณ์ขยะพลาสติกในท้องทะเลในอีก 5-10 ปีข้างหน้าว่า มีแนวโน้มเลวร้ายลงกว่าเดิมหากไม่มีการดำเนินการจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม และ สร้างการตระหนักรู้ให้แก่คนในสังคม เพราะต้นตอของขยะพลาสติกในท้องทะเลนั้นไม่ได้เกิดจากกิจกรรมในทะเลอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่บนบก ที่ขยะพลาสติกถูกทิ้ง หรือ พัดพาลงสู่แม่น้ำ จากนั้นจากแม่น้ำก็ไหลออกสู่ทะเล ขณะเดียวกันขยะพลาสติกยังมาจากกิจกรรมจากทางทะเลที่เพิ่มมากขึ้น จากการท่องเที่ยว กิจการเดินเรือมหาสมุทรและกิจกรรมการประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดซากอวนและขยะพลาสติกที่ไม่ต่างจากวายร้ายแห่งท้องทะเล ที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

        “จากข้อมูลที่เรามี พบว่า อุปกรณ์ตกปลาเหล่านี้ถูกทิ้งร้างกลางทะเลอย่างน้อย 640,000 ตันต่อปี และมีสัตว์ทะเลหายากอย่าง วาฬ โลมา แมวน้ำ สิงโตทะเล และเต่ากว่า 136,000 ตัวในแต่ละปี ต้องสังเวยชีวิตให้กับซากอุปกรณ์เหล่านี้อย่างเสียดาย เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะธรรมชาติของสัตว์ทะเลต้องมาหาอาหารตามแนวโขดหิน แนวปะการัง แต่เมื่อวันหนึ่งแหล่งอาหารที่สมบูรณ์และปลอดภัย มีสิ่งแปลกปลอมนั่นคือ ซากอวนและขยะพลาสติคมาติดอยู่ตามโขดหิน หรือแนวปะการัง ด้วยความไม่รู้ บางตัวก็หลงกลืนกินขยะพลาสติกเข้าไป บางตัวโชคร้ายก็ติดอยู่ในซากอวนนั้น ซึ่งถ้ายังมีโชคอยู่บ้าง อาจจะดิ้นหลุดออกมาได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยบาดแผล บางตัวอาจจะต้องใช้ชีวิตโดยมีสิ่งแปลกปลอมนั้นเป็นส่วนหนึ่งไปตลอดชีวิตหรือ โชคร้ายที่สุดอาจต้องทุกข์ทรมานเพราะต้องติดซากอวนนั้นจนไม่สามารถขึ้นมาหายใจได้ จึงต้องตายอย่างทุกข์ทรมานในที่สุด”

    สิ่งที่น่าวิตกกว่านั้น คือ นอกจากซากอวนจะไม่ต่างจากฆาตกรแล้ว ซากอวนเหล่านี้ยังทำจากวัสดุซึ่งย่อยสลายยาก ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 600 ปีทีเดียวอย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกำลังดำเนินการในภาพใหญ่ระดับเวทีโลก คือ ความพยายามริเริ่มให้เกิดการแก้ปัญหาซากอวนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการหาแนวทางความร่วมมือให้แต่ละประเทศขึ้นทะเบียนอุปกรณ์หาปลา (Marking Gear) ด้วยการทำสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายเพื่อให้สามารถสืบค้นได้ภายหลังจากที่มีการเก็บกู้ซากอุปกรณ์หาปลาที่ถูกทิ้งไว้ท้องทะเลได้ว่า ผลิตจากที่ไหน บริษัทหรือเรือลำใดนำมาใช้และปล่อยทิ้งไว้

    ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับนานาประเทศในการสนับสนุนอาสาสมัครตามแนวชายฝั่งในการช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่ได้รับบาดเจ็บนำมาบริบาลก่อนนำไปปล่อยสู่ท้องทะเลอีกครั้ง สุดท้ายคือ เดินหน้าภารกิจเก็บกู้ซากอวนตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังมีอีกจำนวนมหาศาลที่ยังรอการเก็บกู้

    “สำหรับประเทศไทย ปัญหาซากอวนและขยะพลาสติกถูกทิ้งในทะเลเป็นประเด็นที่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมประมง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจมาตลอด แต่ยังขาดการรับรู้ในวงกว้าง และยังขาดนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐในการจัดการกับปัญหาขยะทะเล และยังไม่มีกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ที่จะนำมาควบคุม”

    อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ ย้ำว่า ยังไม่สายเกินไปที่ทุกคนจะลุกขึ้นมาช่วยเป็นกระบอกเสียง สร้างการรับรู้ในวงกว้าง ผลักดันให้ภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ทะเลไทยเป็นบ้านที่น่าอยู่และปลอดภัยของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญของมนุษย์

    “ทะเลคือ แหล่งอาหารหลักของมนุษย์ เป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากปล่อยให้ยังเป็นสภาพเช่นนี้ต่อไป นอกจากจะทำให้สัตว์ทะเลค่อยๆลดปริมาณลดอย่างน่าใจหาย ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากธุรกิจประมง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของประเทศแล้ว ยังรวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลอีกด้วย” สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

หมวดหมู่: 

บอกต่อเพื่อนๆ