ในปีพ.ศ. 2562 ประเทศไทยมีจำนวนเสือที่อยู่ในกรงเลี้ยงทั้งหมด จำนวน 1,570 ตัว ในกิจการสวนสัตว์สาธารณะมีจำนวน 1,419  ตัว และในกรงเลี้ยงส่วนบุคคล อีก 151 ตัว ส่วนใหญ่เป็นเสือโคร่งเบงกอลหรือเสือโคร่งไซบีเรียซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่น การผสมพันธุ์เสือในกรง ทำให้จำนวนเสือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงกว่า 200 ตัวในรอบสิบปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เพื่อการอนุรักษ์ แต่เป็นการเร่งเพิ่มจำนวนเสือ เพื่อนำเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาด้านต่างๆ ยังทำให้พบว่า การผสมพันธุ์เสือที่เกิดขึ้นอย่างไม่ถูกต้องนี้ เป็นไปเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการค้า ทั้งเสือที่มีชีวิตและชิ้นส่วนของเสือ เช่นในกรณีของวัดเสือที่พบซากเสือ ลูกเสือ รวมทั้งชิ้นส่วนและอวัยวะต่างๆของเสือเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะละเมิดอนุสัญญาไซเตส  ( CITES ) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ห้ามมิให้มีการค้าทั้งเสือที่มีชีวิต ชิ้นส่วน หรือผลิตภัณฑ์ โดยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 คณะกรรมการอนุสัญญา CITES ได้มีหนังสือแจ้งเตือนมายังรัฐบาลไทย เพื่อให้ออกมาตรการในการควบคุมปริมาณเสือที่อยู่ในกรงเลี้ยง เนื่องจากมีมากเกินความจำเป็น และอาจมีการลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายได้ ทั้งนี้ กระบวนการผสมพันธุ์ดังกล่าวยังเป็นต้นทางและจุดเริ่มต้นของการลักลอบค้าชิ้นส่วน เพื่อทำยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์ต่างๆจากชิ้นส่วนเสือ การแก้ไขกฏหมายว่าด้วยการผสมพันธุ์เสือเพื่อใช้ในการพานิชย์ดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการดับไฟแต่ต้นลมและยุติวงจรการค้าชิ้นส่วนเสือไปในตัว

ยุติการผสมพันธุ์เสือในกรง คือยุติการทารุณกรรมสัตว์

กระบวนการเลี้ยงที่ไม่เหมาะสม ทั้งขนาดของกรง สถานที่เลี้ยง อาหาร รวมทั้งการฝึกเสือเพื่อนำมาแสดง เป็นภาพรวมที่ทำให้เสือแต่ละตัวต้องพบกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส นับตั้งแต่ลูกเสือที่ถูกพรากจากแม่ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้แม่เสือมีโอกาสผสมพันธุ์อีกครั้งได้เร็วขึ้น ซึ่งตามปกติ ลูกเสือจะหย่านมเมื่ออายุ 4-6 สัปดาห์ และแยกจากแม่เมื่ออายุ 1-2 ปี กลับถูกนำมาเลี้ยงโดยคนเมื่ออายุเพียงแค่ 2 เดือน และให้อาหารที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของลูกเสือ ทั้งยังต้องทำกิจกรรมเพื่อให้ความบันเทิงกับคน เช่น ถูกอุ้มถ่ายรูป และป้อนนมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ลูกเสืออ่อนแอและมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการแยกลูกเสือออกมาฝึกเพื่อการแสดง เช่น การลอดห่วงไฟ หรือการจัดแสดงที่ขัดกับหลักพฤติกรรม เช่น การขังรวมเพื่อให้ลูกเสือใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ชนิดอื่น เช่น การให้กินนมจากแม่หมูเป็นต้น เสือโต จะถูกเลี้ยงด้วยโครงไก่และเนื้อหมูเนื้อวัวแล่ปรุงสุก ซึ่งทำให้สูญเสียวิตามินตามธรรมชาติไป บางครั้ง อาหารของมัน จะเป็นอาหารสำเร็จรูปของแมวและหมา ทำให้เสือส่วนใหญ่เกิดภาวะขาดสารอาหาร เพราะตามธรรมชาติ เสือจะกินซากสัตว์ทั้งตัว ที่รวมเนื้อ กระดูก และหนัง เพื่อให้ได้โปรตีน ไขมัน และสารอาหารที่จำเป็นในปริมาณสูงเท่าที่ร่างกายต้องการ

กรงที่คับแคบ และการฝึกบังคับที่ทารุณก่อนและระหว่างการแสดง เช่น การใช้ไม้ทุบตี การดึงหนวดดึงหาง การเตะถีบ รวมทั้งการไม่ให้อาหารเมื่อเสือไม่ทำตาม ทำให้เสือหวาดกลัว เครียด และเกิดการบาดเจ็บ สิ่งหล่านี้ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงสภาวะจิตใจที่ไม่ปรกติได้ชัดเจน เช่น การส่ายหัวไปมา การขบเคี้ยวอุ้งเท้า และการก้าวย่างช้าๆซ้ำๆ บอกถึงความเครียดและความขุ่นเคืองในที่พักอาศัย ซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ รวมไปถึงการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เสือที่อยู่ในธรรมชาติมีอาณาเขตของตัวเอง ชอบว่ายน้ำและออกหากินช่วงมืดระหว่างหัวค่ำถึงเช้าตรู่ จะเดินราว 16-32 ก.ม.ต่อคืน พื้นที่สำหรับเสือ 1 คู่ หรือเสือแม่ลูก อย่างน้อยคือ 500 ตารางเมตร ต่างจากในกรงที่แคบเพียง 20 ตารางเมตร ทำให้เสือไม่สามารถทำกิจกรรมตามพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้สร้างความเครียดแก่เสือที่อยู่ในกรงให้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ทำไมต้องร่วมกันลงชื่อ เพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือในกรง

ในปัจจุบัน กฏหมายภายใต้ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ยังมีช่องว่างและยังเปิดโอกาสในการอนุญาตให้ผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงได้ ถึงแม้กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีมาตรการในการติดตามควบคุมและบังคับใช้กฎหมายในการผสมพันธุ์เสือดังกล่าว เช่น การแยกพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ การตรวจดีเอ็นเอเสือ แต่จากข้อมูลก็ยังพบการลักลอบผสมพันธุ์เสืออย่างต่อเนื่อง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียทางด้านพันธุกรรมที่เกิดจากการผสมเลือดชิด ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ และมักจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จึงทำการรณรงค์เรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้เกิดการยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง เพื่อป้องกันการเพิ่มจำนวนเสือซึ่งเป็นสัตว์ป่า ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงและทำการค้า ในรูปแบบต่างๆ  ในการรณรงค์นี้ เราต้องการผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างน้อย 10,000 ชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน เพื่อให้เป็นการเรียกร้องที่สมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

ขั้นตอนต่อไปในการขับเคลื่อน

หลังจากได้รายชื่อผู้สนับสนุนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนครบถ้วนแล้ว องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จะได้นำรายชื่อดังกล่าว ยื่นต่อประธานรัฐสภาและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้พิจารณาออกประกาศในการห้ามผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงเป็นขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จะไม่นำรายชื่อดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด นอกจากใช้เพื่อการรณรงค์ให้ออกกฎหมาย ปรับปรุง หรือออกกฎกระทรวง ระเบียบกระทรวง เพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงเท่านั้น โปรดช่วยกันปกป้องประเทศไทย ไม่ให้เป็นแหล่งลักลอบผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง ซึ่งจะทำให้เสือต้องทนทุกข์ทรมานตลอดช่วงชีวิตของมัน ด้วยการร่วมผลักดันในนามของกลุ่มคนรักสัตว์ ให้เกิดการแก้ไขกฎหมายและประกาศกระทรวง ในหัวข้อ “ ขอให้ระบุห้ามผสมพันธุ์เสือ เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความบันเทิงและนำสัตว์ป่ามาใช้แสดงเพื่อความบันเทิงที่ขัดกับพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ ”

ขอให้เสือที่อยู่ในกรงเลี้ยงขณะนี้ เป็นเสือกลุ่มสุดท้าย ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือมนุษย์

 

ลงชื่อทันทีวันนี้ เพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงและปกป้องเสือจากความทรมาน ชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับท่าน

เราต้องการผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างน้อย 10,000 ชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและเซ็นชื่อกำกับเพื่อให้เป็นการเรียกร้องที่สมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด หลังจากได้รายชื่อผู้สนับสนุนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนครบถ้วนแล้ว องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จะได้นำรายชื่อดังกล่าว ยื่นต่อประธานรัฐสภาและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้พิจารณาออกประกาศในการห้ามผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงเป็นขั้นตอนต่อไป

แนบสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นชื่อกำกับ
Files must be less than 2 MB.
Allowed file types: jpg jpeg png.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จะไม่นำรายชื่อดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด นอกจากใช้เพื่อการรณรงค์ ให้ออกกฎหมาย ปรับปรุง หรือออกกฎกระทรวง ระเบียบกระทรวง เพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงเท่านั้น

บอกต่อเพื่อนๆ