การใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์

18 พฤศจิกายน 2019

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) เป็นวันแรกของสัปดาห์รณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความตระหนักรู้พร้อมกันทั่วโลกเกี่ยวกับการดื้อยาปฏิชีวนะ และส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับสาธารณะสุข บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีอำนาจวางนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดขึ้นใหม่แล

โดยDr. Victor Yamo, ผู้จัดการแคมเปญมนุษยธรรมและการเกษตรอย่างยั่งยืน ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก สำนักงานแอฟริกา

ยาปฏิชีวนะมีบทบาทที่สำคัญในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยได้ถูกนำมาใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทั้งในคนและสัตว์เลี้ยง

อย่างไกก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้องได้ทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา เป็นสาเหตุให้อาการเจ็บป่วยต้องใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าปกติ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงกับเสียชีวิตได้

ปัจจุบันนี้ การดื้อยาปฏิชีวนะคือหนึ่งในปัญหาหลักที่กำลังคุกคามสุขภาพคนทั่วโลก

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์

สามในสี่ส่วนของยาปฏิชีวนะทั้งหมดที่ใช้ในโลกของเรา ถูกใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ นั่นก็หมายความว่าอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นจะพบได้มากที่สุดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์

ประมาณ 40 – 80% ของการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ถูกจำแนกว่าเป็นการใช้โดยไม่มีความจำเป็น หรือเป็นการใช้อย่างน่ากังขา

งานวิจัยในประเทศเคนยา โดย Global Antibiotic Resistance Partnership (GARP) ได้รายงานว่าจากปริมาณยาปฏิชีวนะที่มีการนำเข้ามาในประเทศ อาจจะมีมากถึง 70% ที่ถูกนำไปใช้ในการเลี้ยงไก่ หมู และวัว นอกจากนี้ยังได้ชี้ให้เห็นอีกว่า เกษตรกรบางรายให้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นการป้องกันสัตว์เลี้ยงไม่ให้เจ็บป่วย

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ กำลังตกอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคทั่วโลก และได้นำไปสู่การที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชั้นนำหลายแห่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะในซัพพลายเชนของร้าน

อ่านรายงานของเราเพิ่มเติม: 'เนื้อหมูและวิกฤติเชื้อโรคดื้อยา: การทำฟาร์มโดยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์จะส่งผลดีต่อสัตว์และผู้บริโภคได้อย่างไร'

การใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นคือการทรมานสัตว์

การเลี้ยงสัตว์โดยไม่ใส่ใจกับสวัสดิภาพของสัตว์ อย่างเช่นการเลี้ยงในกรงขัง คอกที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ การตัดอวัยวะสัตว์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการพรากลูกสัตว์ออกจากแม่เร็วเกินควร ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทั่วโลก

เมื่อสัตว์ถูกเลี้ยงในกรงที่คับแคบ แออัด และไม่มีลักษณะใดที่น่าสนใจ สัตว์ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ต่างนำไปสู่ความเครียดที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง สุขภาพอ่อนแอ ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและแพร่กระจายเชื้อโรคได้อย่างง่ายดาย

ในปีนี้ เราได้จัดทำแคมเปญเพื่อรณรงค์ให้คนเช่นคุณเข้ามาร่วมกับเรา และยุติการทารุณสัตว์เช่นนี้ มาร่วมเปล่งเสียงของคุณที่นี่ และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

ไก่พันธุ์เนื้อในกรงเลี้ยง

ใช้ยาปฏิชีวนะด้วยความรับผิดชอบ

การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ หมายถึงการใช้ยาเฉพาะเพื่อการรักษาเมื่อสัตว์เจ็บป่วยเท่านั้น

เราจะต้องไม่สนับสนุนการให้ยากับสัตว์เพียงเพราะได้รับคำแนะนำจากเกษตรกรรายอื่น หรือการไปซื้อยาเองจากร้านขายยาสัตว์ โดยที่ตัวสัตว์เองไม่ได้รับการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง

การรักษาควรจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่สัตว์ป่วยได้รับการตรวจโดยสัตวแพทย์ผู้มีความชำนาญและได้รับใบประกอบวิชาชีพ ระหว่างการรักษาจะต้องแน่ใจว่าสัตว์ได้รับยาเต็มปริมาณตามที่แพทย์สั่ง และจะต้องเฝ้าระวังระยะเวลาการหยุดใช้ยาอย่างเคร่งครัด ระยะเวลาหยุดใช้ยาหมายถึง ระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์ (นม ไข่ และเนื้อ) จากสัตว์ที่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะต้องไม่ถูกนำมาบริโภค การละเลยมาตรการนี้จะก่อให้เกิดการตกค้างของยาปฏิชีวนะเป็นปริมาณสูงในเนื้อ นม และไข่ และจบลงที่การมาอยู่ในอาหารของคนเรา

หากเราสามารถกำจัดแนวทางและวิธีการที่ย่ำแย่ในการเลี้ยงสัตว์ อย่างเช่นการขังกรง สภาพการเลี้ยงที่แออัดละไร้ชีวิตชีวา ระบบระบายอากาศที่ด้อยคุณภาพในฟาร์มเลี้ยง พื้นที่เฉอะแฉะ และระบบการให้อาหารที่ไม่เพียงพอ สัตว์เลี้ยงของเราควรจะมีความเครียดลดน้อยลง ก็จะลดโอกาสที่จะเจ็บป่วย ส่งผลให้ลดการพึ่งพิงการใช้ยาปฏิชีวนะ

แม่หมูในกรงขังเดี่ยวไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหว กลับตัว หรือมีพฤติกรรมทางสังคมได้เลยในระหว่างการตั้งท้อง

จุดยืนของเรา

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเชื่อว่า การใช้ยาปฏิชีวนะด้วยความรับผิดชอบในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ คือจุดเปลี่ยนของการแก้ไขปัญหาเชื้อโรคดื้อยาที่กำลังแพร่กระจายออกไป และโดยการกำหนดนโยบายอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดฟาร์มเลี้ยงที่ยกระดับสวัสดิภาพให้กับสัตว์มากยิ่งขึ้น

ระบบดังกล่าวควรจะครอบคลุมไปถึงสภาพที่ดีในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ การดูแลสุขภาพ และการเปิดโอกาสให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมทางสังคมตามธรรมชาติ ฟาร์มเลี้ยงควรจะพัฒนาระบบการจัดการ สุขอนามัย การจัดการสิ่งปฏิกูล และการใช้มาตรการป้องกันต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นการให้วัคซีน

ยาปฏิชีวนะไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโต หรือให้เป็นประจำเพื่อให้สามารถเลี้ยงสัตว์ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ได้

เรายังมีความกังวลกับระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์และสัตวบาล ซึ่งโดยทั่วไปมักจะอยู่ในระดับต่ำ สัตวแพทย์จะต้องมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างหลักประกันว่ายาปฏิชีวนะจะถูกใช้ด้วยความรับผิดชอบ และเป็นไปตามแนวทางที่มีการวางเอาไว้ในระดับนานาชาติ เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพและสวัสดิภาพของสัตว์

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ และภาคส่วนต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะเกษตรกรและสัตวแพทย์ เพื่อสร้างหลักประกันว่าสุขภาพ และสวัสดิภาพของสัตว์ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อภาคการเลี้ยงสัตว์ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งล้วนแต่นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม

ไก่เนื้ออายุประมาณ 28 วัน ในฟาร์มเลี้ยงเชิงพานิชย์ระบบปิด

สิ่งที่คุณทำได้

คุณสามารถช่วยเหลือหมู และสัตว์ต่างๆ ในฟาร์มเลี้ยงให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม โดยการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาดในร้านค้า 

ร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้สัตว์ฟาร์มมีสวัสดิภาพที่ดีขึ้นร่วมลงชื่อ

ทำเครื่องหมายที่ทั้งสองกล่องเพื่อรับข่าวสารจากเรา:

You can unsubscribe at any time here.

นโยบายในการเก็บข้อมูลของคุณไว้เป็นความลับ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจะไม่นำรายชื่อเผยแพร่แก่ผู้อื่น และคุณสามารถทำการยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากองค์กรฯได้ทุกเมื่อ

ประมาณ 40 – 80% ของการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ถูกจำแนกว่าเป็นการใช้โดยไม่มีความจำเป็น หรือเป็นการใช้อย่างน่ากังขา

บอกต่อเพื่อนๆ