จากหนึ่งฟาร์มสู่การเป็นเครือข่าย: เฮลตี้ฟาร์ม (HealthyFarm) กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมไข่ไก่ในเวียดนาม
บล็อก
ในเฟสที่สามของการทำงานร่วมกับโครงการ Investing in Others เฮลตี้ฟาร์มกำลังสร้างสิ่งที่อุตสาหกรรมไข่ไก่ในเวียดนามไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือการสร้างเครือข่าย (Network) ที่เกษตรกร ผู้ค้า และนักรณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ได้เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ลองจินตนาการถึงแม่ไก่ที่ไม่เคยได้สัมผัสแสงแดด ไม่เคยได้ขยับปีก ทำได้เพียงยืนอยู่ในกรงเพื่อวางไข่เท่านั้น แต่หากลองจินตนาการถึงทางเลือกที่ดีกว่า คือแม่ไก่ที่ได้เดินเหิน บินระยะสั้น ๆ ได้คลุกฝุ่นเพื่อทำความสะอาดตัว และวางไข่ในรังอย่างธรรมชาติแทนที่จะต้องออกไข่ทะลุผ่านซี่กรงเหล็กแคบ ๆ นี่คือความแตกต่างที่เฮลตี้ฟาร์มพยายามสร้างให้เกิดขึ้นจริงในเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งพวกเขาไม่ได้ใช้วิธีสั่งให้เกษตรกรทำตาม แต่เป็นการสร้างปัจจัยและสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวย เพื่อทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงนี้คุ้มค่าที่จะลงมือทำ
เฮลตี้ฟาร์ม เป็นโครงการของเอเวอร์กรีนแลบ (Evergreen Labs) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการโครงการ Investing in Others ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ขณะนี้กำลังอยู่ในเฟสที่สาม ซึ่งถือเป็นเฟสที่ท้าทายและใช่ความพยายามอย่างที่สุด โดยสองเฟสแรก (ปี 2021-2024) มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสำหรับไข่ไก่ที่ได้มาตรฐานสวัสดิภาพ และเชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยเข้ากับผู้ซื้อระดับองค์กร แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะเกิดขึ้นจริงแต่ก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เนื่องจากเป็นโมเดลแบบตัวต่อตัว (One-to-One) ที่ HealthyFarm ต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรแต่ละรายกับผู้ซื้อแต่ละเจ้าไปทีละคู่ความสัมพันธ์

แต่ในเฟสนี้มีความแตกต่างออกไป แทนที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อให้เหมือนเดิม พวกเขาเลือกที่จะสร้าง “พื้นที่ส่วนกลาง” ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาขับเคลื่อนและเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยตัวเอง
หากมองย้อนกลับไป สองเฟสแรกในช่วงปี 2021 ถึง 2024 คือการวางรากฐานจากคนละฝั่งของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฟสที่ 1 มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนเกษตรกรโดยตรง เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเลี้ยงอย่างมีมนุษยธรรมต้องทำอย่างไร พร้อมทั้งคอยประคับประคองช่วยเหลือในทุกขั้นตอน ส่วนเฟสที่ 2 ได้เปลี่ยนมารุกฝั่งการตลาดเพื่อดึงดูดภาคองค์กร โดยเน้นสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อที่พร้อมทำข้อตกลงจัดซื้อไข่ไก่แบบไม่ขังกรง (Cage-Free) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดเชิงพาณิชย์สำหรับไข่ไก่ที่ใส่ใจสวัสดิภาพสัตว์นั้นเกิดขึ้นได้จริงในเวียดนาม
และในเฟสที่ 3 นี้เองที่เป็นจุดเชื่อมโยงสองเส้นทางนั้นเข้าด้วยกัน แทนที่เฮลตี้ฟาร์มจะต้องคอยเป็นนายหน้าจับคู่ให้เกษตรกรและผู้ซื้อทีละรายเหมือนที่ผ่านมา เครือข่ายใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ซื้อที่ได้รับการบ่มเพาะมาแล้วในเฟส 1 และ 2 สามารถติดต่อซื้อขายกันได้โดยตรง พร้อมทั้งยังดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ธุรกิจขายอุปกรณ์ในฟาร์ม และนักรณรงค์ด้านสวัสดิภาพสัตว์เข้ามาอยู่ในระบบร่วมกัน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาและขยายเครือข่ายความสัมพันธ์นี้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับมหภาค
ตลาดที่มืดแปดด้านสำหรับเกษตรกร
การจะเข้าใจว่าทำไมเครือข่ายนี้ถึงสำคัญ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในเวียดนามต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
ราคาไข่ไก่ในเวียดนามไม่ได้ถูกกำหนดโดยหน่วยงานกลาง แต่จะผันผวนไปตามภูมิภาค ช่องทางการขาย และบางครั้งก็ต่างกันแค่คนละหัวมุมถนน เกษตรกรในภาคกลางของประเทศต้องจ่ายค่าอาหารสัตว์แพงกว่าภาคเหนือ เพราะต้องขนส่งไกลกว่า ส่วนเกษตรกรที่ขายตรงให้ผู้บริโภคก็ต้องเจอราคาที่เหวี่ยงสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ขณะที่เกษตรกรที่ผูกสัญญาค้าส่งแม้จะมีความมั่นคง แต่ก็ขาดความยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2026 เป็นต้นมา เกษตรกรทุกคนต่างต้องเผชิญกับราคาไข่ไก่ที่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฟาร์มเปิดใหม่ในตลาด

สำหรับเกษตรกรที่กำลังคิดจะเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่แบบไม่ขังกรง ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนทั้งคอนสำหรับเกาะ กล่องรังไข่ และพื้นที่ที่กว้างขึ้น ความผันผวนของตลาดเช่นนี้ถือเป็นอุปสรรคชิ้นโต เพราะการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ต้องใช้เงินทุนก้อนแรก และหากไม่สามารถคาดเดาทิศทางตลาดได้ การแบกรับความเสี่ยงนี้ก็ดูจะไม่คุ้มค่านัก
สิ่งที่เครือข่ายทำให้เกิดขึ้นจริง
"เครือข่ายสวัสดิภาพแม่ไก่ไข่แห่งแรกของเวียดนาม" ถูกเปิดตัวขึ้นในเฟสนี้ โดยตั้งเป้าสมาชิกไว้ที่ 50 ราย แต่ปัจจุบันมีสมาชิกพุ่งสูงถึง 71 รายแล้ว ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ธรุกิจอุปกรณ์ในฟาร์ม ผู้ซื้อระดับองค์กร สื่อมวลชน และผู้บริโภค โดยทุกคนจะมีบัญชีผู้ใช้ของตัวเองบนแพลตฟอร์มดิจิทัลส่วนกลาง
แต่สิ่งที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้เป็นมากกว่าแค่เว็บไซต์รายชื่อ คือ "ปฏิสัมพันธ์" ที่เกิดขึ้นจริง โดยในเช้าวันที่เราสัมภาษณ์ควิน แพม ผู้ช่วยโครงการของเฮลตี้ฟาร์มเล่าว่า มีเกษตรกรรายหนึ่งเพิ่งโพสต์วิดีโอฝูงไก่ของตนลงในกลุ่มแชตรวม เพื่อขอคำแนะนำจากสมาชิกคนอื่นๆ และข้อความตอบกลับก็หลั่งไหลเข้ามาทันทีโดยที่เฮลตี้ฟาร์ม ไม่ต้องเข้าไปช่วยกระตุ้นเลยด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่เครือข่ายควรจะเป็นและกำลังทำหน้าที่ของมัน
"ถ้าเราทำงานแบบฟาร์มต่อฟาร์ม พวกเขาจะได้รับประโยชน์แค่ชั่วคราว" ควินอธิบาย "แต่เมื่อเราสร้างเครือข่ายขึ้นมา เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องรอเราอีกต่อไป พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายได้โดยตรง"
ธุรกิจขายอุปกรณ์สามารถค้นหาลูกค้าที่เป็นเกษตรกรได้ NGO สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อระดับองค์กรได้ และเกษตรกรที่มีคำถามเรื่องมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ตอนบ่ายสอง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ช่วงเวลาออฟฟิศเปิดทำการอีกต่อไป
เครื่องมือวิเคราะห์ทิศทางตลาดคือเป้าหมายถัดไป
นอกเหนือจากตัวเครือข่ายแล้ว เฮลตี้ฟาร์มกำลังพัฒนาสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของตลาดได้โดยตรงมากขึ้น นั่นคือ “เครื่องมือพยากรณ์ราคาไข่ด้วย AI” ซึ่งวางแผนจะรวมเข้ากับเครือข่ายในฐานะเครื่องมือพิเศษสำหรับสมาชิก โดยจะคอยติดตามข้อมูลราคาย้อนหลัง แนวโน้มตามฤดูกาล และสัญญาณของตลาด เพื่อคาดการณ์ว่าราคาไข่มีแนวโน้มจะขึ้นหรือลงในสัปดาห์ต่อๆ ไป หลักการนั้นตรงไปตรงมา หากการคาดการณ์บ่งชี้ว่าราคาจะตก เครื่องมือจะแจ้งเตือนเกษตรกรว่า “อย่าเพิ่งขยายฝูงไก่ในตอนนี้” แต่หากคาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้น สัญญาณจะเปลี่ยนเป็น “เตรียมไข่ไก่ให้พร้อม ตลาดกำลังต้องการ”
"หากเกษตรกรได้รับข้อมูลคาดการณ์ทิศทางตลาด พวกเขาจะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น" ควินกล่าว

เครื่องมือนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เนื่องจากการเก็บข้อมูลราคาย้อนหลังที่น่าเชื่อถือทำได้ยากมาก ข้อมูลราคาขั้นต้นไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วไป ฐานข้อมูลของรัฐบาล หรือร้านค้าปลีกรายใหญ่ และราคาที่ประกาศบนเว็บไซต์ค้าปลีกก็อัปเดตช้าเกินกว่าจะสะท้อนความเคลื่อนไหวที่แท้จริงของตลาด ทีมงานจึงต้องลงมือสร้างฐานข้อมูลด้วยตัวเอง โดยรวบรวมข้อมูลจากฟาร์มที่ทีมงานทำงานด้วย งานวิจัยตลาด และการมอนิเตอร์ราคาค้าปลีกย้อนกลับไปจนถึงปี 2015 แม้จะเป็นงานที่ช้าและต้องใช้เวลา แต่รากฐานสำคัญได้ถูกวางไว้แล้ว และความจำเป็นของเครื่องมือนี้ก็เด่นชัดกว่าที่เคยเป็นมา
ไก่อารมณ์ดี ไข่คุณภาพดีขึ้น และฟาร์มที่เข้มแข็งขึ้น
เบื้องหลังแพลตฟอร์ม ข้อมูล และโมเดลพยากรณ์ คือแนวคิดที่เรียบง่ายซึ่งควินมักย้ำเสมอว่า เมื่อไก่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกอย่างก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
หน้าตาแพลตฟอร์มของโครงการ Healthy Farm
เกษตรกรที่ผ่านการอบรมออนไลน์ของเฮลตี้ฟาร์มได้เรียนรู้ว่ามาตรฐานสวัสดิภาพสากลต้องการสิ่งใดบ้าง เช่น กล่องทำรัง คอนเกาะ พื้นที่สำหรับให้ไก่ได้ออกไปข้างนอก และการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความเครียด ซึ่งหลายคนพบว่าตัวเองได้ทำสิ่งเหล่านี้ไปบ้างแล้วโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบันการอบรมนี้กำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยโครงการของเฮลตี้ฟาร์มในเดือนพฤษภาคม 2026 มีผู้เข้าร่วมถึง 104 คนใน 3 คลาสเรียน จครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดเอียนบ๊ายทางตอนเหนือสุด ไปจนถึงล็องอานและด่งนายทางตอนใต้ โดย 80% ของผู้เข้าร่วมประเมินว่าโปรแกรมนี้ "มีประโยชน์อย่างยิ่ง" หรือ "มีประโยชน์มาก" ต่อการทำฟาร์มในปัจจุบัน และผู้เข้าร่วมมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.4 จาก 5 คะแนน
“เมื่อไก่มีความสุข พวกมันก็จะผลิตไข่ที่มีคุณภาพดีขึ้น” ควินกล่าว "ถ้าอุตสาหกรรมไข่ไก่ของเวียดนามพัฒนาขึ้น เกษตรกรก็จะได้รับประโยชน์ กำไรของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น และนั่นจะเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาดูแลแม่ไก่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก"
นี่คือวงจรที่เฮลตี้ฟาร์มพยายามขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น นั่นคือการพัฒนาสวัสดิภาพที่ตอบโจทย์เชิงธุรกิจ โดยมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งคอยโอบอุ้มให้ยั่งยืน และท้ายที่สุดคือการมีเครื่องมือที่ชาญฉลาดพอที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำทางและกำหนดทิศทางในตลาดได้ด้วยตัวเอง
เฮลตี้ฟาร์มเป็นโครงการของเอเวอร์กรีนแลบ (Evergreen Labs) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการโครงการ Investing in Others ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.evergreenlabs.org/healthyfarm-network/home
บทความนี้เขียนและเรียบเรียงโดย นันทัชพร เวฬุวรรณ นักศึกษาฝึกงานฝ่ายสื่อสารองค์กร