cruelty

JBS ทำกำไรจากอะไร…และใครต้องจ่ายราคา?

ข่าว

เมื่อบริษัทเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกตั้งคำถามถึงต้นทุนที่ซ่อนอยู่

ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เรามักเห็นเนื้อสัตว์วางขายในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย แต่เบื้องหลังสเต็กหรือเบคอนเหล่านั้น อาจมี “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากไม่เคยได้รับรู้—ตั้งแต่ชีวิตของสัตว์นับพันล้านตัว ไปจนถึงผืนป่าที่ถูกทำลาย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

หนึ่งในบริษัทที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาในประเด็นนี้คือ JBS บริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก  

สิ่งที่คุณอาจไม่เคยถูกบอกเกี่ยวกับฟาร์มอุตสาหกรรม

เมื่อคุณเลือกซื้อเนื้อสัตว์ในแต่ละครั้ง คุณอาจไม่เคยได้รับข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาจากระบบฟาร์มแบบใด และในหลายกรณี ความไม่โปร่งใสนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน

นักวิจัยและองค์กรภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า หากภาพความเป็นจริงของฟาร์มอุตสาหกรรม—ทั้งในด้านสวัสดิภาพสัตว์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม—ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนอาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรากำลังกินอะไร” แต่คือ “เรารู้เพียงพอหรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังกิน”

JBS: ยักษ์ใหญ่ที่มาพร้อมคำถามด้านจริยธรรม

JBS เป็นบริษัทข้ามชาติจากบราซิล มีรายได้ต่อปีกว่า 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 20 ประเทศ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์อย่าง Pilgrim’s Pride, Swift, Moy Park และ Seara ไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

ขนาดของธุรกิจนี้สะท้อนผ่านกำลังการผลิตที่มหาศาล—มีศักยภาพในการฆ่าไก่กว่า 13 ล้านตัว สุกร 128,000 ตัว และวัวอีก 77,000 ตัวต่อวัน

ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้เกิดคำถามสำคัญว่า ระบบการผลิตอาหารในระดับนี้กำลังแลกมาด้วยอะไรบ้าง

เมื่อสวัสดิภาพสัตว์กลายเป็น ต้นทุนของระบบ

รายงานจากองค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์และการสืบสวนหลายกรณีชี้ให้เห็นว่า ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ความทุกข์ของสัตว์อาจไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการผลิตที่เน้นปริมาณและประสิทธิภาพเป็นหลัก

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม ได้แก่:

  • การกักขังในพื้นที่จำกัด: แม่หมูจำนวนมากถูกเลี้ยงในกรงแคบเป็นเวลานานจนไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้
  • การจัดการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด: เช่น การตัดหางหรือกรอฟันลูกหมู ซึ่งในบางกรณีอาจไม่มีการใช้ยาบรรเทาปวด
  • การเร่งการเติบโต: ไก่ถูกคัดเลือกสายพันธุ์ให้โตเร็ว จนอาจเกิดปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ระบบหัวใจและกระดูก
  • พฤติกรรมรุนแรงในบางสถานประกอบการ: มีการเปิดเผยภาพจากการสืบสวนที่พบการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างไม่เหมาะสมในห่วงโซ่อุปทานบางส่วน

ข้อเท็จจริงเหล่านี้นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า ระบบการผลิตในลักษณะนี้อาจทำให้สวัสดิภาพสัตว์กลายเป็น “ต้นทุนที่ถูกมองข้าม”

อิทธิพลของระบบที่ขยายตัวไปทั่วโลก

JBS ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิต แต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ในหลายประเทศ

ตัวอย่างเช่น ในบางประเทศอย่างแคนาดา บริษัทมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเนื้อวัวในระดับประเทศ และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่และสถาบันการเงิน

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบฟาร์มอุตสาหกรรมไม่ได้ขับเคลื่อนโดยบริษัทเพียงแห่งเดียว แต่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันระหว่างบริษัท ผู้ค้าปลีก และภาคการเงินในระดับโลก

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อกังวลเรื่อง “Greenwashing”

นอกเหนือจากสวัสดิภาพสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่ยังถูกเชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

เฉพาะการผลิตหมูและไก่ของ JBS ถูกประเมินว่าสร้างก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับรถยนต์ประมาณ 14 ล้านคันต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการสืบสวนที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทกับการตัดไม้ทำลายป่าในอเมซอน แม้บริษัทจะเคยให้คำมั่นว่าจะยุติการจัดหาจากพื้นที่ดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน บริษัทได้สื่อสารเป้าหมาย “Net Zero by 2040” ต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และในปี 2024 อัยการสูงสุดนิวยอร์กได้ยื่นฟ้อง JBS ในประเด็นการสื่อสารที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ก่อนที่จะมีการยุติคดีด้วยข้อตกลงทางการเงินมูลค่า 1.1 ล้านดอลลาร์

กรณีนี้จึงมักถูกยกเป็นตัวอย่างของสิ่งที่นักวิชาการและภาคประชาสังคมเรียกว่า “greenwashing”

มากกว่าสิ่งแวดล้อม: ประเด็นด้านแรงงานและเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากประเด็นด้านสัตว์และสิ่งแวดล้อม JBS ยังเผชิญข้อถกเถียงในด้านอื่น เช่น

  • การถูกปรับจากกรณีการใช้แรงงานเด็กในสหรัฐฯ
  • คดีผูกขาดทางการค้าที่นำไปสู่การยอมความมูลค่าสูง
  • งานวิจัยที่ระบุว่าบริษัทอาจมีการจัดการภาษีในหลายประเทศเพื่อลดภาระภาษี

ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

ในวันที่ 30 เมษายน 2026 JBS มีกำหนดจัดการประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางการเติบโตของบริษัท ในขณะเดียวกัน เครือข่ายภาคประชาสังคมทั่วโลก—including องค์กรอย่าง World Animal Protection—กำลังร่วมกันผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในระบบนี้

เป้าหมายของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ใช่การยุติการทำฟาร์มทั้งหมด แต่เป็นการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากฟาร์มอุตสาหกรรมไปสู่ระบบการผลิตที่ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การเคลื่อนไหวระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้น

ในหลายภูมิภาคทั่วโลก การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น:

  • ในบราซิล: มีการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ
  • ในยุโรป: ผลักดันมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่เข้มงวดขึ้น
  • ในเนเธอร์แลนด์: เรียกร้องให้สถาบันการเงินยุติการสนับสนุนฟาร์มอุตสาหกรรม
  • ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ: กดดันบริษัทให้ทบทวนห่วงโซ่อุปทาน
  • ในไนจีเรีย: สร้างเครือข่ายเพื่อชะลอการขยายตัวของระบบนี้
  • ในแคนาดา: ผลักดันนโยบายสนับสนุนอาหารทางเลือกและฟาร์มสวัสดิภาพสูง